อภิโชค เลขเด็ด หวยดัง หวยเด็ด เว็บหวยออนไลน์ คำนวณหวยบนดิน
30 กันยายน 2020, 13:42:50 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ผลงาน Super VIP (งวด16ก.ย.63)
อ.apichoke ถูกปักหลัก ร้อย-สิบ-หน่วย 083 ปักหลักสิบ,1-8-9
อ.goodyjung ถูกสามตัวสลับ 038
อ.goodrich ถูก 83
อ.numchai ถูก 57
อ.n_uthong ถูก 83
อ.เตโช ถูก 57
อ.amy ถูก 83
ซองพลัง-หม่ำ ถูกเด่น 8
ออก 083-57


งวดนี้มาลุ้น สามตัว รว.ที่๑ ที่ห้อง Super vip

   หน้าแรก   หวยรัฐบาล SUPER VIP หนังสือหวย VIP ช่วยเหลือ ปฏิทิน แท็ก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
Loading...
ฝากภาพseo
 
horoscope 2563
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระเครื่อง...เรื่องขำ..ขำ  (อ่าน 3901 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 08:50:00 »



    นั่งรอดูโควิด - 19  ที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในเมืองไทย  แวะเยี่ยมคนโน้น  แวะเยี่ยมคนนี้
มาหลายวันแล้ว  เค้าคงกำลังสนุกสนานเต็มที่  ที่เดินไปตรงไหน  ฝูงชนก็แตกฮือ  หนีกันอุตลุต
ปิดหน้าปิดตา  ปิดประตูบ้าน  หน้าตาคงน่าเกลียดน่ากลัวพิลึกนะเจ้าโควิดนี่  ใคร ๆ เขาจึงกลัวนัก
กลัวหนา 

    กลัวเจ้าโควิด  ก็อยู่แต่ในบ้าน  หมั่นล้างไม้ล้างมือ  อย่าสุงสิงกับใครมากนัก  เพราะเจ้าโควิด
มันไม่ชอบเข้าใกล้คนนิสัยแบบนี้


    ปิดประตูอยู่บ้าน   เงียบเหงา  ไม่รู้จะทำอะไร  หวยก็ไม่อยากคิด  รื้อกรุพระมานั่งส่อง  มอง
อดีตที่ผ่านไปผ่านองค์พระแต่ละองค์ ๆ  เหมือนเอาหนังเก่า ๆ มาฉายใหม่

    เออ...เข้าท่าหน่อย
บันทึกการเข้า

pornsak11
Diamond Hero 9
*

พลังน้ำใจ: 65955
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 63,720



« ตอบ #1 เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 08:50:36 »

 ขอบคุณครับ คำขอบคุณ ขอให้รวย3

จริงจังและจริงใจเสมอ
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #2 เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 09:21:01 »



    มันก็แปลก....พระเครื่องมีเฉพาะเมืองไทย  ประเทศอื่นที่นับถือศาสนาพุทธไม่เห็นเขามีพระเครื่อง
ประเทศลาว  ประเทศพม่า  ประชาชนเขายึดมั่นและศรัทธาพุทธศาสนามากกว่าคนไทยเสียอีก  ลองไป
สัมผัสดู  จะเห็นได้ชัดเจน

     พระพุทธรูป    เขาเก็บไว้ที่วัด  คนไหว้พระต้องไปไหว้ที่วัด  พระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ  ที่ลาวเขามีนะ
แต่จะเก็บไว้ที่วัด  ประเทศพม่า ประเทศจีน ญี่ปุ่น  มีแต่พระองค์ใหญ่ ๆ อยู่ที่วัด


     ส่วนรูปหล่อพระภิกษุ  นี่ไม่ค่อยเห็นที่ทำด้วยหิน ดิน ปูน  โลหะ

     ในวัดจีนมีรูปปั้นเซียนนั่งเรียงรายให้บูชา   แทบไม่น่าเชื่อว่ารูปปั้นเหล่านั้น  เคยเป็นคนจริง ๆ  ที่
บำเพ็ญเพียรจนบรรลุ  ตอนมรณภาพก็นั่งในท่าสมาธิ  ร่างกลายเป็นหิน  ตอนหลังก็เอาสีหรืออะไรมา
ทาทับ  จนมองดูเหมือนรูปปั้น  แต่ข้างในนั้นเป็นคนจริง ๆ

    หลวงพ่อในเมืองไทย  มีมากมายที่มรณภาพแล้ว  ไม่เน่าเปื่อย แข็งเป็นหิน  คนเขาเคารพนับถือ
เก็บใส่โลงแก้วไว้ให้คนเคารพกราบไหว้   

    พระไทยนี่ไม่นิยมนั่งมรณภาพ  และไม่นิยมเอาสีมาทาทับร่าง  เราจึงมองเห็นสรืระร่างกายที่เป็นจริง
ได้ทุกสัดส่วน
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #3 เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 09:44:00 »



      พระเครื่องมีแต่ในประเทศไทย.....ในตำนานที่เขาเล่ากัน  พระเครื่ององค์แรก ๆ  นี่คือ "พระรอด ลำพูน"
ที่สร้างโดยพระนางจามเทวี  สมัยเป็นพันปีมาแล้วมั่ง  (ถ้าตรงนี้ผิดขออภัย ตานำชัยเขียนจากความจำอย่างเดียว)

      ตำนานก็คือเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา   เรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา   ยิ่งสืบทอดมาหลายยุค   ทุกอย่างก็ยิ่งจะเพี้ยน
ห่างไกลจากข้อเท็จจริงออกไปทุกที

      ความจริงคืออะไร....เป็นความจริง  หรือเป็นแค่เรื่องขำ..ขำ

      ต้องใช้วิจารญานของแต่ละคนเป็นตัวตัดสิน


      เมืองไทยมีพระที่คนโบราณสร้างไว้  แล้วฝังไว้ในกรุ  มากมายหลายกรุ   คนเล่นพระรู้จักกันดี

ใครเป็นคนสร้างพระเหล่านั้น   สร้างเมื่อไหร่  สร้างทำไม
ไม่มีใครรู้....เพราะไม่มีคนที่เกิดทันในยุคนั้นเหลืออยู่

      ก็มีแต่เขาเล่าว่า......จากแผ่นทองที่จารึกประวัติไว้ในกรุบ้าง  จากนักประวัติศาสตร์  นักโบราณคดี
และผู้รอบรู้สารพัดบ้าง  จากสมมุติฐานบ้าง

      แล้วที่เขาเล่าว่านั้นนะ...มันจริง  หรือแค่ขำ..ขำ

      ข้อสังเกตนะ....คนเล่นพระส่วนใหญ่  ชอบเล่นพระกับหู  เชื่อจากสิ่งที่ได้ยินมา  นิทานเกี่ยวกับวงการ
พระเครื่องจึงมากมายก่ายกอง  ยิ่งนิทานพิศดารเท่าไหร่   พระองค์นั้นก็ยิ่งขลังมากขึ้น


       เพราะพระพูดเองไม่ได้....ดีไม่ดีอยู่ที่คนโปรโมท

       ขำดีไหมละ..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2020, 09:48:28 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #4 เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 10:42:15 »



    ไม่ต้องให้ไกลถึง   500 ปี  หรือ พันปี    แค่สมัยรัชกาลที่  5  ร้อยกว่าปีมานี้เอง
พระเครื่องพิมพ์สมเด็จของสมเด็จพุฒาจารย์โต  พหรมรังสี  แห่งวัดระฆัง  ก็ยังไม่มี
ใครรู้ข้อเท็จจริง

    วัดระฆังก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม  และไม่เคยเป็นวัดร้าง  มีเจ้าอาวาสสืบทอดมาตลอด
ระยะเวลา  150  ปี  ก็แค่ชั่ว  3  อายุคน  ไม่มีอะไรให้เราจับต้องได้อีกหรือ

    มีแต่สารพัดนิทานที่เล่าขานกันมา  แล้วสร้างให้พระพิมพ์สมเด็จเป็นพระที่มี
คุณค่าลึกล้ำของเมืองไทย

    ยังไม่เห็นพระพิมพ์สมเด็จพูดเองสักคำ   มีแต่คนอื่นพูดแทนทั้งนั้น

    คนที่จะรู้ขอเท็จจริงมากที่สุด   ก็น่าจะมีแต่วัดระฆังเท่านั้น

    ความจริงแล้วทุกอย่างมันไม่ได้ซับซ้อนอะไร   ก็เพราะสมัยก่อนพระเครื่อง
เขาไม่มีการซื้อขาย  พระท่านสร้างก็เพื่อแจกให้ญาติโยมฟรี ๆ  โดยจุดประสงค์
ใดนั้นไม่อาจจะรู้ได้  เพราะไม่มีบันทึกให้เห็น และก็ไม่รู้จะบันทึกทำไม

    แต่เมื่อพระเครื่องกลายเป็นทรัพย์สิน   มีมูลค่า  มีราคา  มีการซื้อขายกัน
พระเครื่องแต่ละองค์ก็เลยต้องประชันอภินิหารความศักสิทธิ์กันให้เห็นเด่นชัด
การเล่าขานตำนานของพระแต่ละรุ่น แต่ละพิมพ์จึงเกิดขึ้น

    ก็แค่เล่าให้ฟังขำ..ขำ  อย่าเอาเป็นจริงเป็นจัง
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #5 เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 11:12:07 »

        
  
        

    ต่อไปก็จะเป็นสารพัดพระเครื่อง  ที่จะนำลงให้ชมแบบ ขำ..ขำ  อย่าเป็นจริงเป็นจังมากนัก

    พระองค์นี้  เขาตั้งชื่อว่าพระร่วง กรุสุโขทัย  เนื้อดินเผา  แท้หรือเก๊  ตานำชัยไม่มีความรู้  พระองค์นี้อยู่ในมือตานำชัยมาแล้ว
50  ปีกว่า ๆ  เกือบจะ  60  ปี  เนื้อสวย  เป็นมันวาว  เนื้อแห้งสนิท   พระมีมวลสารมาก    โดยเฉพาะว่านแร่ดอกมะขาม  ที่เห็น
กระจายอยู่ในองค์พระ  ทำให้องค์นี้มองแล้วไม่เบื่อ

    รวมทั้งคราบกรุบาง ๆ  ติดอยู่กับพระองค์นี้มาแต่ดั้งเดิม

     ขำ ๆ.....เดิมน่าจะเป็นพระไม่แท้   แต่เมื่อเก็บรักษามาตั้ง  60  ปี  มาวันนี้พระองค์นี้น่าจะเป็นพระแท้ซะละมั้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2020, 11:22:33 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #6 เมื่อ: 04 เมษายน 2020, 11:25:50 »

          

          

   พระกรุวัดถ้ำเสือ  จังหวัดสุพรรณบุรี

    อยู่ที่ตานำชัยมาประมาณ  50  ปี  เคยทดสอบโดยแช่ลงในน้ำร้อน  ก็จะมีพรายน้ำผุดขึ้นมา  2-3  จุด    เนื้อแห้งสนิท  ยกขึ้นมาจากน้ำ
ก็แห้งเร็ว  พระถ้ำเสือนี่ดูยากมาก  แต่ละองค์นี่ไม่ค่อยเหมือนกันเลย  ทั้งรูปร่างหน้าตา  ผิวพรรณ   ก็แปลกดี  ดูแล้วน่าจะมีพิมพ์พระเป็น
ร้อย ๆ พิมพ์

    ยังมีอีกกรุหนึ่งที่เรียกว่ากรุใหม่  คือกรุเขาดีสลัก  หลายคนก็ยังลังเลว่าเป็นพระจริงหรือพระยัดกรุ  แต่เนื้อหาก็เก่าดี  มีบางคนเอามาให้เช่า
องค์ละเป็นหมื่น  ตานำชัยเช่ามาเป็นกำองค์ละ  500  บาทสมัยนั้น  แต่วันนี้น่าจะเหลือสักองค์สององค์   เดี๋ยวจะลงให้ชม

    แล้วก็มาถึงพระเครื่อง..เรื่องขำ..ขำ  พระถ้ำเสือนี่น่าจะสร้างเยอะมาก  น่าสงสัยว่าสร้างไว้ทำอะไร  สร้างเมื่อไร  ใครสร้าง ทำไมต้องเก็บ
ไว้ในถ้ำ  ไม่มีใครให้คำตอบได้หรอก   อย่างดีก็แค่คำสันนิษฐาน  แม่พิมพ์ก็ไม่เห็น  มวลสารที่สร้างเอามาจากไหน ทำอย่างไรเนื้อพระจึง
แข็งเหมือนหิน  ทั้ง ๆ ที่ปั้นจากดิน  ไม่เหมือนพระที่มาจากถ้ำทางใต้  แถวยะลา  สุราษฎร์ธานี  จะเป็นพระดินดิบ  ยกขึ้นมาเปื่อยยุ่ยหมด

    คำสันนิษฐาน...บางคนบอกว่าน่าจะสร้างในสมัยทวาราวดี  ตั้งแต่ พ.ศ. 2220 โน้น  บางคนบอกว่าน่าจะสร้างสมัยอยุธยา  สมัยพระ
นารายณ์นี้เอง

    ในถ้ำแถวนั้นน่าจะเป็นชุมชนใหญ่  มีคนมาก  เลยช่วยกันทำ  แค่คนสองคนคงทำไม่ไหวหรอก  ตั้งเป็นพันปีมาแล้ว  ก็น่าจะสรุปว่า
คนที่เคยอาศัยอยู่ในถ้ำคงจะสร้างขึ้น  แต่สร้างขึ้นมาทำอะไร นี่น่าคิดนะ  คนสมัยนั้นคงจะยังไม่นิยมเล่นพระเครื่องดอกนา  เกจิอาจารย์
ที่จะปลุกเสก   ก็น่าจะยังไม่มี 

    จริงหรือแค่เรื่องขำ..ขำ    พอ ๆ  กับโควิท-19  มีรากเหง้ามาจากไหนนี่แหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2020, 16:04:16 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #7 เมื่อ: 05 เมษายน 2020, 09:20:53 »

      
              
                            

                            


                                                  พระสมเด็จวัดระฆัง   สร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์โต  พรหมรังสี


      ฟังนิทานก่อน

          ในปี พ.ศ.2510  ประเทศไทยได้ส่งกองทหารอาสาสมัคร (จงอางศึก)  ไปร่วมรบกับทหารอเมริกัน  ที่ค่ายเบียร์แคต  ประเทศเวียดนามใต้  พระสมเด็จองค์นี้
ถูกมอบให้กับทหารคนหนึ่งที่ไปร่วมรบในครั้งนั้น    และกลับมาได้อย่างปลอดภัย  ประมาณปี 17-18    ตานำชัยก็ได้พระสมเด็จองค์นี้มาครอบครองต่อ

          เนื้อพระเดิมถูกทาทับด้วยอะไรสักอย่าง เหนียวมาก  ที่ฐานชั้นที่ 2-3  จะมีแผ่นทองคำเปลวปิดไว้  ยังมองเห็นร่องรอยอยู่

          พระองค๋นี้ถูกล้างขัดสี   เพื่อให้เห็นองค์พระชัดเจน  ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  แต่ก็ขัดออกไม่หมด  ยังเห็นลาง ๆ  ทำให้องค์พระมองแล้วยังทึบ ๆ อยู่

          ส่วนความเก่า  จากที่ผ่านมือมาถึงปัจจุบันก็  60  ปี  ก่อนจากนี้ไม่รู้เท่าไร

          ถ้าไปถามเซียนพระ   ก็ต้องบอกว่าเก๊แน่นอน   เพราะผิดพิมพ์


แต่พระองค์นี้ก็มีอะไรแปลก  ๆ   น่าศึกษาอยู่ไม่น้อย    มาดูกันต่อไป


                      

                       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 เมษายน 2020, 08:52:58 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #8 เมื่อ: 05 เมษายน 2020, 10:24:21 »



         ก็ไม่มีอะไร...เพียงแต่ดูเล่นแบบขำ..ขำ

เผื่อมีคนรุ่นใหม่  อยากจะดูว่าพระเก่า ๆ จริง ๆ  ที่มีอายุเกือบ ๆ  100  ปี  จะมีลักษณะอย่างไร  ก็ดูได้

        จะเป็นพระแท้หรือพระไม่แท้    เมื่ออายุผ่านไปนาน ๆ   อะไร ๆ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน

         ไม่พูดถึงพิมพ์   พูดถึงเนื้อก่อน

    ข้างหน้า   ผิวพระมองด้วยตาจะออกคล้ำ ๆ เป็นสีเทา ส่องดูจะมีเนื้อสีขาวอมเหลือง   ในจุดที่ผิวพระหลุดลอก
เช่นที่แขนขวา   หรือที่ปลายของเส้นฐานรองนั่ง  ก็จะเห็นเนื้อพระที่ละเอียดอ่อน  มีสีแตกต่างออกไป
ที่มุมด้านบนติดกับกรอบล้อมองค์พระ   จะมีรอยผิวที่ตกตะกอนยับย่นอยู่เป็นหย่อม ๆ

    ด้านหลัง  ไม่มีแตกลายงา  จะมีเพียงบาง ๆ ในเนื้อ  สีดำ ๆ ที่เห็นเป็นหย่อม ๆ  
น่าจะเป็นรักเก่า  ขัดล้างไม่ออก  ซึ่งจะมีทาไว้ทั้งองค์  และติดแน่นอยู่ในรอยยุบรอยแยกหลังจากขัดแล้ว
จึงทำให้พระองค์นี้ไม่ขาวนวล  ออกไปทางเทา ๆ

       ด้านบนสุดทางขวามือจะเห็นรอยกาบหมาก  ต่ำลงมาทางด้านซ้ายมือ  จะเห็นรอย
เนื้อแตก  ยุบ  มองเห็นเป็นชั้น ๆ  มีเนื้อยุบและแยกที่มองเห็นเป็นสีดำ ๆ ทั่วแผ่นหลัง  จุดสีดำ ๆ เล็กบ้าง
ใหญ่บ้างที่กระจายอยู่กลางองค์พระ จะเป็นลักษณะของเนื้อพระอีกแบบหนึ่ง ที่แตกต่างจากเนื้อพระสีขาว
อมเหลืองที่เป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อพระ  จุดสีดำ ๆ นี้  เมื่อตะแคงส่องให้กระทบกับแสงไฟ  จะมี
ประกายแสงสีเงินยวงผุดพราวขึ้นทุกจุด  พลิกตะแคงดูไปมาจะเห็นแสงสว่างนวลเต็มพรืดบนหลังพระ
สวยงามมากทีเดียว

    สิ่งที่แปลกอีกอย่าง  จะมีเนื้อพระยุบเป็นหลุมอยู่ที่ด้านหลังทางด้านขวามือ  ติดกับขอบ 1  หลุม  และ
ที่ขอบข้างอีก 2  หลุม  สิ่งที่อยู่ข้างในจะเป็นสีเหมือนดอกพิกุลแห้ง  จะเป็นกลีบดอกไม้หรือจะเป็นเศษ
เหล็กที่เป็นสนิม   มองไม่ชัด  แต่สังเกตดูดี ๆ แล้ว  ในหลุมยุบด้านหลังนั้นน่าจะเป็นเศษชิ้นส่วนของดิน
ที่แตกหักจากพระเครื่อง  ซึ่งนัยว่าเป็นเศษพระซุ้มกอ  ฝังตัวแน่นเป็นหลุมอยู่

   ส่วนมวลสารก็จะเม็ดแดง เม็ดดำ  เม็ดขาว  กระจายกันประปรายไม่หนาแน่น  โดยเฉพาะที่เป็นเม็ดแดง ๆ
เล็ก ๆ    ที่ส่องด้วยกล้องขยายสิบเท่าพอมองเห็นได้  กระจายอยู่ทั่วไปทั้งหน้าหลัง

ส่วนเรื่องพิมพ์

     มองก็รู้ผิดพิมพ์
วงแขนที่โค้งแปลก ๆ  ไม่เหมือนของชาวบ้านเขา  แต่หลัง ๆ นี  เขาบอกกันว่าพิมพ์พระสมเด็จมี
เป็นร้อย ๆ  พิมพ์  แต่ที่เซียนพระเขานิยมเล่นกัน  เป็นพิมพ์นิยมที่มีพระสวย ๆ  เขาจึงตั้งราคาแพง ๆ  แต่จริง ๆ  แล้วมีพระ
อีกมากมายหลายพิมพ์ที่เป็นพระแท้  แต่เขาไม่เล่นกัน  แล้วเขาตีตกเป็นพระปลอมไปหมด  ก็น่าคิดนะ    ถ้าเป็นแบบนี้พระ
สมเด็จที่แท้จริง ๆ คงอยู่ในมือชาวบ้านอีกมาก  พระองค์นี้อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้


    นี่คือข้อมูลคร่าว ๆ จากสมเด็จองค์นี้  ลงให้ดูว่าเป็นพระที่ขำ..ขำ  ก็แค่นั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 เมษายน 2020, 08:59:31 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #9 เมื่อ: 06 เมษายน 2020, 08:43:46 »



    พระสมเด็จนี่ดูเหมือนจะเป็นพระที่มีปัญหามากจริง ๆ  การพิสูจน์พระจริงพระแท้   พระเก่าพระใหม่
หรือกระทั่งจำนวนที่สร้าง  ก็ไปกันคนละทิศละทาง  วงการก็แตกแยกเป็นสองฝ่ายสามฝ่าย  ไม่มีใคร
ยอมใคร  ของตนต้องเป็นพระแท้  ฝ่ายตรงข้ามต้องเป็นพระปลอม  

    นี่แหละคือเรื่องขำจริง ๆ   ในวงการพระสมเด็จ

    พระเครื่อง  จริง ๆ  แล้วก็แค่เรื่องขำ...ขำ

    นิยายเรื่องพระสมเด็จจึงผุดขึ้นมากมายหลายเรื่อง    แม้จนถึงปัจจุบนคนเขียนนิยายก็ผลิตกันขึ้นมา
ไม่หยุดหย่อน  จากนิยายเรื่องยายขำลากยาวมาจนถึงชื่อแปลก ๆ ใหม่ ๆ  ในปัจจุบัน

    จุดของปัญหามันมาจากการตลาด  การซื้อขาย  ตลอดจนถึงการปลุกปั่นราคาพระ  ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้
โลกของพระสมเด็จก็คงจะเงียบสงบ......เพราะพระพูดไม่ได้

    นึกกันแบบขำ ๆ   นิยายเรื่องยายขำนี่น่าจะมีจริงไหม  สมเด็จโตท่านทำพระแจก  ไม่ได้ขาย  ธุรกิจ
ขายพระสมัยนั้นเกิดขึ้นแล้วยัง  ต้องลองย้อนไปดู  จะเห็นว่าคนสมัยก่อนนิยมเล่นพระด้วยการแลกเปลี่ยน
กัน  ไม่มีการซื้อขายกัน  พระขายไม่ได้  ไม่มีแผงพระ  ไม่มีตลาดพระ  แล้วยายขำจะทำพระปลอมขึ้น
เพื่ออะไร  ทำเอาไว้แจกแข่งกับสมเด็จงั้นหรือ  แต่ถ้าธุรกิจขายพระเกิดขึ้นแล้ว  การบูมของพระสมเด็จ
เกิดขี้นแล้ว  การทำพระปลอมของยายขำก็สมเหตุสมผล

    แล้วอย่าลืมดูสภาพชุมชน   จำนวนประชากร  สภาพการคมนาคม สภาพเศรษฐกิจ  ในกรุงเทพ
สมัยนั้นประกอบด้วย

    ไม่ยืนยันว่าแนวคิดนี้จะถูก  ก็คงต้องใช้คำพูดที่หลายคนชอบพูด  "แล้วคุณเกิดทันหรือ"  ก็ถือ
ว่าเป็นการวิจารณ์นิยายเรื่องยายขำก็แล้วกัน

     ไปสืบเสาะกันให้ได้ว่า  ธุรกิจค้าขายพระเกิดขึ้นเมื่อไร  การบูมพระสมเด็จให้ดัง  เริ่่มขึ้นมาตั้งแต่
เมื่อไร  แล้วจะรู้เองว่าการผลิตพระปลอม  เริ่มขึ้นก่อนธุรกิจขายพระ  หรือหลังธุรกิจขายพระ

     ก็แค่ขำ..ขำเท่านั้น    อย่าเป็นจริงเป็นจังกับมัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2020, 08:22:25 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #10 เมื่อ: 07 เมษายน 2020, 16:31:59 »

      

      

         พระสมเด็จพิมพ์พิลึกกึกกือ


  ความเป็นมาหรือจะเรียกว่านิทานก็ยังไหว

        ประมาณปี  2500  ปลาย ๆ  น่าจะ 2508-2509  จังหวัดยะลายังเป้นจังหวัดเล็ก ๆ  ชุมชนในตัวจังหวัดยังไม่หนาแน่น
รถมอเตอร์ไซด์คันเล็ก ๆ  50 ซีซี.  พอจะเริ่มมีใช้กันแล้ว  บริเวณรอบ  ๆ  ตัวเมืองยะลา  จะล้อมรอบด้วยสวนยางพาราเป็นส่วนใหญ่
ถนนรอบตัวเมืองก็จะเป็นถนนดิน  บางแห่งก็เป็นลูกรัง

        วันหนึ่งเพื่อนของผู้เขียนได้ออกไปนอกเมือง  เกิดอาการอยากจะถ่ายเบาขึ้นมา  เลยแวะไปยืนถ่ายเบาที่โคนต้นยางพารา
ตาก็เหลือบไปเห็นที่โคนต้นยางพารามีกระป๋องใบหนึ่งวางซุกอยู่   เป็นกระป๋องที่ซุกไว้นานแล้ว  เกรอะไปด้วยดินโคลน
ด้วยความสงสัยจึงหยิบขึ้นมาเปิดดู    ก็พบว่าในนั้นมีพระพิมพ์สมเด็จอยู่จำนวนหนึ่ง   แต่จะสักกี่องค์จำไม่ได้แล้ว

        และวันที่ผู้เขียนไปเยี่ยมที่บ้าน เพื่อนก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง   และหยิบพระสมเด็จมาให้ดู   เป็นพระพิมพ์ที่ลงรูปให้ดนี่แหละ
สัก 5-6  องค์  ดูแล้วก็วิจารณ์กันไปพลาง หัวเราะกันไปพลาง  เพราะเป็นพิมพ์พระที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต  พิมพ์แปลก ๆ
พระหัวโต ๆ  สรุปไม่มีใครสนใจ    เพียงแต่ฉงนว่าพระนี้มาอยู่ใต้ต้นยางพาราได้อย่างไร  ห่างไกลบ้านคน  แถวนั้นมีมุสลิม
อาศัยอยู่ทั้งนั้น  เมื่อหาคำตอบไม่ได้ทุกอย่างก็จบ  ผู้เขียนก็ได้แต่ขอพระมาดูขำ ๆ  องค์หนึ่งเท่านั้น

       ได้พระมาแล้วก็เก็บไว้  นาน ๆ หยิบมาดูทีหนึ่ง   ขำ ๆ แล้วก็วางไว้  เวลาผ่านไป  พระองค์นี้มาอยู่ในความครอบครอง
50  กว่าปีแล้ว

       เลยนำมาเผยแพร่ให้ชมกันเป็นครั้งแรก   พระอะไรก็ไม่รู้   ดูขำ....ขำ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 เมษายน 2020, 16:56:26 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
pornsak11
Diamond Hero 9
*

พลังน้ำใจ: 65955
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 63,720



« ตอบ #11 เมื่อ: 07 เมษายน 2020, 16:34:41 »

 ขอบคุณครับ คำขอบคุณ ขอให้รวย3

จริงจังและจริงใจเสมอ
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #12 เมื่อ: 07 เมษายน 2020, 17:25:58 »



ต่อพระสมเด็จพิมพ์พิลึกกึกกือ


    พระเนื้อผงสมัยโน้นทางภาคใต้เขาไม่ค่อยนิยมสร้างกัน   ส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อว่าน
และพระเนื้อดินทั้งนั้น    พระองค์นี้จึงค่อนข้างแปลก  และจะต้องเป็นพระที่สร้างที่ภาคกลาง
แต่จะเดินทางไปซุกอยู่ใต้ต้นยางพาราได้อย่างไร    ก็น่าฉงนอยู่

    วันนี้   เมื่อนำพระองค์นี้มาดู  จริง ๆ แล้วก็จะเห็นว่าเป็นพระที่สวยงาม  ทั้งพิมพ์ทรง
เนื้อหา  ความเก่า  เนื้อที่หนึกนุ่มเป็นมัน   ออกเหลืองแก่ผสมสีชมพูบาง ๆ   ด้านหน้ามีรอย
แตกลายงาอยู่นิด ๆ   ส่วนด้านหลังเรียบ  พื้นผิวพระตะปุ่มตะป่ำเหมือนจะมีเนื้องอก และเนื้อยุบ
มีก้อนขาว ๆ เล็กบ้างใหญ่บ้างที่ผสมในเนื้อพระ  มีลักษณะเหมือนจะไม่ประสานเป็นเนื้อ
เดียวกัน  จึงโผล่ออกมาให้เห็นเป็นก้อน ๆ  น่าจะเป็นผงพุทธคุณอะไรสักอย่าง

    หรือจะเป็นพระสมเด็จอกครุฑเศียรบาตรวัดระมัง  ของสมเด็จโต  ลักษณะเนื้อหาและพิมพ์
คล้ายของวัดระฆัง  แต่วัดระฆังจะมีพระพิมพ์นี้หรือไม่ก็ไม่รู้

    หรืออีกอย่างหนึ่ง  คือพระสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์  พระพิมพ์นี้จะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

    เรื่องของพระสมเด็จลึกลับมาตลอดกาล  เพราะมีคนรอบรู้มาก  แต่รู้ไม่จริง  เรามักยึดตำราของ
ตรียัมปวาย  แต่ก็เชื่อได้อย่างไรว่าตรียัมปวายเขียนจากข้อเท็จจริง  ไม่ใช่การคาดเดา  หรือคาด
ว่าน่าจะเป็น  แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าพระเก๊นั่นมีแน่นอน   ตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ที่ได้พระสมเด็จมาแรก ๆ
(ตอนนี้หายหมดแล้ว)  คนก็พูดกันแล้วว่าน่าจะเป็นพระเก๊  จะเริ่มเก๊ตั้งแต่เมื่อไร  ก็ศึกษากันต่อไป
คนที่มีอายุ  90-95  ปี  น่าพอตอบคำถามนี้ได้บ้าง

    ก็ให้ดูกันพอขำ..ขำ

    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 เมษายน 2020, 10:34:49 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #13 เมื่อ: 09 เมษายน 2020, 11:18:06 »



                                  


                           พระลาวตกรถ    พระที่ขำยิ่งกว่าขำ...ขำ

      ก็น่าจะประมาณตั้งแต่ปี พ.ศ.2500  มาโน้นแหละ  ที่เราจะเริ่มรู้จักพระลาวตกรถ  (ใครตั้งชื่อก็ไม่รู้)
เดิมแรกเมื่อเราไปนั่งกินอาหารในร้านอาหาร  ก็จะมีผู้หญิงแต่งตัวโทรม ๆ เสื้อผ้าสกปรก  หน้าตามอมแมม
สีหน้าแววตามีท่าทางเศร้าสร้อย  จะอุ้มลูกมาคนหนึ่ง  แล้วก็จูงมาคนหนึ่ง  เข้ามายื่นพวงพระ  หรือถุงใส่พระ
ให้เราดู  บอกว่าเดินทางมาแล้วหมดเงิน  ไม่มีเงินซื้อข้าว   ไม่มีเงินเสียค่ารถ  เลยต้องเอาพระที่ติดตัวมา
ปล่อยในราคาถูก ๆ

     พอเราหยิบพระมาดู   โอโอ้...ตะลึงเลยเชียวละ  เนื้อพระนี่เก่ามีสนิม มีคราบกรุจับเขลอะ  กรอบที่ใส่
พระก็หลุดร่อน  พระบางองค์ถักด้วยลวดมัดล้อมองค์พระไว้  ลวดก็เก่าเป็นสนิม  หลายคนเห็นเข้ารีบควักตัง
จ่ายเลยละ  ราคาก็ไม่แพง สัก 20-30 บาทประมาณนี้  (สมัยโน้นก็ถือว่าเยอะนะ)  ดีอกดีใจที่ได้ของดีมาใช้
ในราคาไม่แพง  รีบนำมาอวดกันที่บ้าน

     พอเจอกับเพื่อน   จ๊ะเอ๋...ต่างคนต่างมีกันคนละพวง  ชักใจแฟบ  วันหลัง ๆ ไปกินข้าวที่ร้านเจออีก  คราวนี้
เป็นผู้ชาย  มาในลักษณะเดียวกัน    พระก็คล้าย ๆ กัน  เอ๊ะ  จะตกรถอะไรกันนักหนานี่

     กว่าจะรู้ว่าเป็นกระบวนการ  โดนกันไปหลายต่อหลายคน  สมัยโน้นมันไม่มีสื่อ  จะศึกษาเรื่องพระก็ไต่ถาม
กันไปมา  ได้พระใหม่มาสักองค์ก็ต้อง "แห่" ไปถามคนโน้น คนนี้  ดีหรือไม่ดี  แท้หรือไม่แท้  เจอคนดีก็รอด
ตัวไป  เจอคนไม่ดีก็จะบอกว่านี่เป็นพระปลอม  เขาสร้างใหม่ขึ้นมา (ความจริงเป็นพระแท้) เจ้าของพระก็ใจหาย
เชื่อว่าเป็นความจริง   แล้วคนดูพระก็จะเล่านิทานอะไรต่อมิอะไรจนเราเคลิบเคลิ้ม  สุดท้ายก็จะบอกว่า

      "นี่พี่สงสารน้องนะ   อยากจะให้มีพระดี ๆ ไว้ใช้  ของพี่มีองค์หนึ่ง  พระดีพระแท้  ให้น้องไปใช้  องค์นี่
พระปลอมแลกกับของพี่ก็ได้"

       สุดท้ายเสร็จเซียน   เอาพระดีไปแลกกับพระเก๊  เซียนพระแบบนี้มีจริง ๆ    และมากด้วย

       พระลาวตกรถ  หากินได้อยู่หลายปี   และเชื่อได้ว่าทุก ๆ บ้าน   ที่นิยมพระเครื่อง   ก็มักจะมีพระตกรถ
ติดอยู่ในบ้าน

       บางครั้งเมียไปกินข้าว   เจอพระพวกนี้เข้า  รู้ว่าสามีชอบเล่นพระ   ก็ซื้อหามาฝาก  อย่างนี้ก็มี  สามี
เห็นแล้วก็พูดไม่ออก   กลัวเมียจะเสียใจ  ก็ได้แต่แอบซุกพระทั้งพวงไว้เงียบ ๆ บนหิ้งพระ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 เมษายน 2020, 11:20:08 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
pornsak11
Diamond Hero 9
*

พลังน้ำใจ: 65955
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 63,720



« ตอบ #14 เมื่อ: 09 เมษายน 2020, 13:03:09 »

 ขอบคุณ1 R,F._iY R,F._iY

จริงจังและจริงใจเสมอ
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #15 เมื่อ: 10 เมษายน 2020, 09:32:14 »

        

        


        พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์  หลวงปู่โต๊ะ  วัดประดู่ฉิมพลี   สร้างปี  2518  
         ปลุกเสก  5  ไตรมาส

      เรื่องนี้เกิดขึ้นน่าจะประมาณปี พ.ศ. 2529-2530  สมัยนั้นพระหลวงปู่โต๊ะยังไม่ดังเปรี้ยงปร้าง  ยังมีคนรู้จักน้อย  มีการลงโฆษณาขายพระ
ทางหนังสือพิมพ์ลานโพธิ์ค่อนข้างถี่   ผู้เขียนพร้อมเพื่อนสี่ห้าคนที่นิยมชมชอบพระเครื่องก็มีแผนเดินทางไปที่วัดนี้  โหนรถเมล์กันไป  ไล่กันไป
ตั้งแต่วัดโพธินิมิตร (หลวงพ่อฑูรย์)  แล้วไปวัดปากน้ำ  ลงรถเมลย์แล้วเดินเข้าไป  ดูวัดปากน้ำเสร็จก็ไปวัดประดู่ฉิมพลี  มีทางทะลุถึงกัน เดินข้าม
คลองชลประทาน  ประตูน้ำชลประทาน  (ถ้าจำไม่ผิด  เพราะนานมากแล้ว)  แล้วก็เข้าถึงวัดประดู่ฉิมพลี

       เข้าไปในวัดก็จะมีที่ให้เช่าบูชาพระเครื่องอยู่ทางซ้ายมือ   เป็นศาลาหรืออะไรสักอย่าง  ต้องเดินขึ้นบันไดไปสี่ห้าขั้น  ชะเง้อดูก็มีคนเช่าบูชา
อยู่สัก 4 ถึง 5 คน  มีพระมากมายหลายพิมพ์วางใส่ถาดเรียงรายให้เลือกเช่าหาบูชา  ทั้งเป็นองค์  ทั้งเป็นกล่อง  บางส่วนก็มีรอยคราบปลวกกัดกิน
ผู้เขียนก็เลือกเช่ามามากมายหลายพิมพ์  สักประมาณ  30  องค์ได้  ส่วนใหญ่จะเลือกพระที่เป็นองค์เล็ก  เพราะไม่ชอบพระองค์ใหญ่ ๆ เพราะหนัก
เหมือนที่เคยปล่อยพระหลวงพ่อทวดรุ่นเตารีดใหญ่ไปหมด  ไม่เก็บ  เก็ยแต่เฉพาะเตารีดเล็กอย่างเดียว  เพื่อนที่ไปด้วยเขาเช่าพระปิดตาจัมโบ้
เนื้อเกสร   ผู้เขียนจะเช่าพระปิดตารุ่นปลดหนี้   เพื่อนเขาเช่ารูปเหมือนหลวงปู่โต๊ะพิมพ์ใหญ่   ผู้เขียนจะเช่าพิมพ์เล็ก

       หลังจากนั้นสี่ห้าปี   มีการบูมหลวงปู่โต๊ะขึ้น    ปรากฏว่าที่มีราคาเป็นหมื่น ๆ  ล้วนเป็นพิมพ์ใหญ่   พิมพ์จัมโบ้  ที่พิมพ์เล็ก ๆ  แค่หลักร้อย
หลักพัน   เพื่อนที่ไปด้วยกันหัวเราะชอบใจกันใหญ่

       ตลอดเวลาที่เลือกเช่าพระก็มีคนเวียนขึ้นเวียนลงอยู่เรื่อย ๆ  หลัง ๆ นี้ก็น่าจะมีคนเป็นสิบ ๆ คน    เช่าพระกันเสร็จก็ชวนกันกลับ  พอลงมาถึง
ขั้นล่างสุด  ที่วางรองเท้าไว้   ปรากฏว่ารองเท้าของเพื่อนที่ไปด้วยกันหายไปแล้ว  มีคนเจตนาเอาไป  หรือใส่ผิดไปไม่อาจทราบได้  คราวนี้ละได้เรื่อง
ทำยังไงดีละ    จะเดินโดยไม่ใส่รองเท้าก็คงจะไม่ไหว  เพราะกว่าจะถึงที่จอดรถเมล์ตั้งไกล

       มองซ้ายมองขวา  เพื่อนก็เลยบอกว่าเสี่ยงดวง  คนเอาของเราไป  เราก็ต้องเอาของคนอื่นบ้าง  พอปลอดคนก็ตัดสินใจใส่รองเท้าคู่หนึ่งที่พอดีเท้า
(รองเท้าแตะ) โกยออกจากวัดเร็วจี๋  ออกมาหอบอยู่นอกวัด  พร้อมหันไปบอกว่า  "ขอโทษนะ  ไม่ได้ลักขโมย  แต่ทำเพราะความจำเป็น  รองเท้าไหน
ที่เหลืออยู่  ก็ใส่ไปเถอะ"

       ยังนึกไม่ออกตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้  ว่าคนที่กลับออกมาแล้วรองเท้าหายจะทำอย่างไร

       พระที่เช่ามาก็เอาแจกจ่ายคนโน้นคนนี้   เหลือเก็บไว้ไม่กี่องค์    เก็บไว้ที่บ้าน  สุดท้ายก็มาโดนคนที่แฝงตัวว่าเป็นช่าง  แอบหยิบไปเสียหลายองค์
ที่พอนึกออกก็มีพระปิดตาปลดหนี้  พระศิวลี  พระพิมพ์กลีบบัว ฯลฯ   เดี่ยวนี้พระเหล่านี้ก็มีราคาหลายตังอยู่


       พระองค์ที่โชว์นี่ใส่ตลับ ใส่สร้อยไว้   จึงอยู่ยงมาจนถึงวันนี้

       เรื่องขำ ๆ   เกี่ยวกับการไปเช่าพระหลวงปู่โต๊ะ ก็มีแค่นี้   เล่าไว้เป็นเรื่องขำ...ขำเท่านั้น

      ปัจจุบันพระองค์นี้ราคาหลายพันแล้วนะ   อาจจะถึง 7-8  พัน  หรือกว่านี้   ถ้าเซียนพระขายให้เรา  แต่ถ้าเราไปขายให้เซียนพระนี่
น่าจะได้แค่ 2-3  พัน  คนธรรมดาเข้าไปขายพระนี่  เซียนจะกดราคาต่ำที่สุด  ถ้าเราไม่ขาย  ก็อย่าหวังว่าจะขายได้ที่อื่นอีก  เพราะเซียน
เขาจะถึงกันหมด  เขาจะวางยาคนไปขายพระ  จนสุดท้ายก็ต้องขายให้เขาราคาถูก ๆ อยู่ดี

       เซียนพระก็จะเป็นแบบนี้   ทั้งเซียนที่แลกเปลี่ยนพระ   ทั้งเซียนซื้อขายพระ  ตานำชัยไม่คบหากับเซียนพระมานมนานหลายสิบปีแล้ว
เพราะสาเหตุนี้  สังคมพระเครื่องเป็นสังคมคนกินนคนที่โหดร้ายที่สุด  ใครไม่เก่งจริงอยู่ยากมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 เมษายน 2020, 13:03:04 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #16 เมื่อ: 13 เมษายน 2020, 13:22:13 »

                            


                           โควิดระบาด   อย่าลืมสวมใส่หน้ากากอนามัย

         พระองค์นี้เป็นพระที่แปลกที่สุดในบรรดาพระที่สะสมมา   นอกจากจะแปลกที่สวมใส่หน้ากากกันโรคโควิด
เหมือนกับจะรู้ล่วงหน้าว่า  สักวันหนึ่งประเทศไทยจะเจอกับโรคนี้  จึงเตือนภัยไว้ล่วงหน้า (จริง ๆ เพิ่งสังเกตเห็น
ตอนถ่ายรูปนี้แหละ)พระองค์นี้ยังมีเนื้อหาที่แปลก   เนื้อขาวใสเหมือนงาช้าง  สวยงามมาก ทั้งยังแข็งเหมือนหิน  
แข็งมาก  เอาเล็บขูดนี่ไม่มีความรู้สึกเลย

         อายุอานามก็น่าจะเก่า เพราะอยู่กับตานำชัยมาก็ 50  กว่าปีแล้ว  ยังจำได้ตอนมาใหม่ ๆ  ก็เป็นพระเนื้อผงธรรมดา
แต่เวลาผ่านไปมาดูอีกที    แข็งเป็นหินสีงาช้างแล้ว

        ด้านหลังจะมีรอยยุบเป็นหลุม ๆ   ทุกรอยยุบจะมีก้อนมวลสารลอยเด่นอยู่  แผ่นหลังเรียบแข็ง  ส่วนจะเป็นพระที่ไหน
ยังไม่ค่อยชัด  แต่พิมพ์ทรงคล้าย ๆ ของวัดสะพานสูงบางแคพิมพ์หนึ่ง  แต่ก็ไม่ใช่ของวัดนี้

        พระองค์นี้น่าจะเป็นพระที่พกติดตัวป้องกันโรคโควิดได้

        ก็ลงให้ให้ดูแค่ขำ...ขำ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 เมษายน 2020, 13:28:15 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #17 เมื่อ: 17 เมษายน 2020, 10:48:38 »

  


                                        

                                        

         ตำนาน.....ความเชื่อ......ความจริง...และความศรัทธา

         ตาขุนลก   ผู้พาหลวงปู่ทวดไปบวชที่วัดท่าแพ  อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 เมษายน 2020, 10:50:14 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #18 เมื่อ: 17 เมษายน 2020, 11:02:55 »



       พระขุนลกปรากฏในประวัติหลวงพ่อทวดคือ ท่านพร้อมด้วยญาติพี่น้องรับเป็นเจ้าภาพอุปถัมป์บวชหลวงพ่อทวด


ใครจะไปรู้เบื้องหลังเจ้าภาพการบวชครั้งใหญ่ของพระมหาโพธิสัตว์อย่างหลวงพ่อทวดคือคนจีน
ใครจะไปรู้ นอกจากเเฟนพันธุ์เเท้เท่านั้น


ความเป็นมาระหว่างหลวงปู่ทวดกับตาขุนลก


        ในหนังสือเทศาภิบาล 3-4 ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือครั้งกรุงเก่าว่าด้วยการพระราชทานกัลปนา
ยอเข้าตำราหมื่นตราพระธรรมวิลาศเอาไปวิวาทเป็นหัวเมือง กล่าวถึงหลวงปู่ทวดไว้ว่า ท่านเกิดในปี พ.ศ. 2171
(บางแห่งว่า พ.ศ. 2125 ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่า) เมื่อบวชเณรเรียนจบการศึกษาธรรมบททศชาติที่บ้านเกิดแล้วก็ได้เดินทาง
มาเล่าเรียนพระ ธรรมวินัยชั้นสูงที่วัดเสมา เมืองนครศรีธรรมราชกับพระครูกาเดิม และเมื่ออายุได้ 20 ปี พระขุนลก
(ตาขุนลก ซึ่งเป็นขุนนางแห่งเมืองนครในขณะนั้น) พร้อมญาติพี่น้องจึงรับเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์การอุปสมบท
ตามประเพณีด้วยวิธีอุททกสีมา (ผูกด้วยเรือมาดตะเคียนมาดพะยอมและมาดยาง) โดยมีพระมหาเถรปิยทสุสี
เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ พระมหาเถรพุทธสาครเป็นกรรมวาจาย์และพระมหาเถรศรีรัตนเป็นอนุคู่สวด

          จะเห็นได้ว่าผู้ทำพิธีอุปสมบทนั้นล้วนเป็นพระเถระชั้นสูงและยังมีเจ้านายชั้นสูงของเมืองนคร
เป็นผู้อุปถัมภ์เมื่อศึกษาพระธรรมวินัย จนจบหลักสูตรแล้ว ท่านประสงค์จะศึกษาพระธรรมชั้นสูงขึ้นไปอีก
พระครูกาเดิมแห่งวัดเสมาเมืองจึงได้ฝากโดยสารเรือกับนายอินเดินทางเข้ากรุงศรีอยุธยา
เมื่อหลวงปู่ทวดลาพระครูกาเดิมแล้วก็ได้ไปลาเจ้าอาวาสวัดท่าแพ ซึ่งอาจจะเป็นพระเถระในคณะอุปสมบท
ที่คลองท่าแพ (คลองปากพูน) ใน ครั้งนั้นแล้วเดินทางมาขึ้นเรือไปราชธานีครั้งนี้ ในระหว่างทาง
ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านได้สมญานามว่า " เหยียบน้ำทะเลจืด"

(ดูอนันต์ คณานุรักษ์, ประวัติหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด (ยะลา; ห้าแยกการพิมพ์ 2534))


...ข้อความนี้คัดลอกมาจากเว็บพลังจิต  ขอขอบคุณเจ้าของบทความ....
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #19 เมื่อ: 17 เมษายน 2020, 11:06:18 »



ประวัติตาขุนลก
             

    ท่านเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่ได้เข้ามารับราชการในเมืองนครในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมัยกรุงศรีอยุธยา มีหน้าที่เกี่ยวกับนา
ตำแหน่งสูงสุดที่ปรากฏใน พ.ศ. 2191 มีบรรดาศักดิ์เป็นพระหรือออกพระ นับถือศาสนาพุทธ มีบ้านพักอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านวัดสพ
เป็นบริเวณที่ตั้งบ้านเรือนของข้าราชการกรมนาของเมืองนคร ท่านมีส่วนในการพัฒนาการทำนาของชาวนา
จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครทั่วไป ท่านเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2206 หลุมศพของตาขุนลก ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 บ้านมะม่วงสองต้น
อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช


   ชื่อเต็มของตาขุนลกตามศิลาหน้าหลุมศพว่า “ยี่กุน” เป็นชื่อจีนดั้งเดิมของท่านซึ่ง อีกชื่อหนึ่งซึ่งเป้นชื่อรองที่ชาวจีนส่วนใหญ่
มักนิยมเรียกคือ “ลก”  มีความหมายว่ามั่งคั่งด้วยสมบัติและบริวาร คำว่าขุนเป็นตำแหน่งทางศักดินาที่ท่านรับราชการในเมืองนครศรีธรรมราช
และยังพ้องกับชื่อของท่านด้วย


      ชื่อของท่านจึงได้เรียกขานกันว่า “ขุนลก” ส่วนคำว่า “ตา” นำหน้าชื่อ “ขุนลก” นั้นเป็นคำสรรพนามที่คนใต้ใช้เรียกผู้เฒ่าสูงอายุ
ในทำนองเดียวกับคำว่า ปู่ ทวด เจ้า อุ้ย ชื่อพระขุนลกปรากฏในประวัติหลวงพ่อทวดคือ ท่านพร้อมด้วยญาติพี่น้องรับเป็นเจ้าภาพ
อุปถัมป์บวชหลวงพ่อทวด


 
     ชาวฮกเกี้ยนเป็นจีนกลุ่มแรกที่ได้อพยพเข่ามาตั้งหลักแหล่งในเมืองนคร ซึ่งมีหลักฐานที่เด่นชัด ก็มีมาตั้งอยู่สมัยอยุธยา
บริเวณที่มีชาวจีนฮกเกี้ยนอาศัยอยู่นอกจากท่าตีน-ท่าวัง ก็มีที่ตำบลพระเสื้อเมือง และตำบลนา (ปัจจุบันรวมเป็นตำบลในเมือง)
ชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในภาคใต้ของไทยมีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมของท้องถิ่นอยู่ไม่น้อย เช่น
ในด้านการเกษตร การทำนา คนจีนเป็นผู้นำจอบเข้ามาใช้เรียกว่า จอบหัวหมู


 ความเชื่อ



     ชาวนา ชาวบ้าน ไม่ว่า ไทย พุทธ จีน อิสลาม ในบริเวณทุ่งปรัง มีความเชื่อและปฏิบัติต่อตาขุนลกสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี
ตั้งแต่สมัยโบราณกล่าวคือ ในฤดูทำนาตอนพักเที่ยงวัน ชาวนาที่นำอาหารกลางวันมา ก่อนที่จะกินจะแบ่ง

ข้าวหยิบหนึ่งกับข้าวขนาดปลายช้อนวางลงบนใบไม้หรือใบตอง แล้วเอ่ยชื่อตาขุนลกให้วิญญาณของท่านมารับแล้วจึงจะกิน
ชาวทุ่งปรังนับถือและปฏิบัติต่อตาขุนลกเสมอมา

      แต่ในปัจจุบัน ความเจริญทางด้านวัตถุบ้านที่อยู่อาศัยได้รุกเข้าสมทบไปในเขตที่เคยเป็นทุ่งนาทุกที การทำนาก็มีน้อยลงไปตามลำดับ
ความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับตาขุนลกก็ลดน้อยถอยลง จนชาวเมืองนครส่วนใหญ่ไม่รู้จักตาขุนลกกันแล้ว คงเหลือแต่ความเชื่อ
ของคนบางกลุ่มที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณเช่นกัน

       องค์การบริการส่วนตำบลมะม่วงสองต้นเล็งเห็นถึงความสำคัญของโบราณสถานและโบราณวัตถุที่จะรำลึกถึงคุณความดีของตาขุนลก
จึงคิดจะปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของตำบลมะม่วงสองต้นสืบไป



แนะนำของเก่า

       จอบหัวหมู
เป็นจอบชนิดหนึ่งที่จีนมีใช้มาร่วมพันกว่าปีแล้ว ใบจอบหนา ฐานขอบเรียกเป็นเส้นตรงคล้ายจอบธรรมดา
แต่มีขนาดสั้นกว่า ช่องใส่ด้ามจอบต่างกับจอบงธรรมดาที่มีช่องใส่อยู่ด้านบนในแนวตั้ง (ลักษณะเดียวกับเสียม)
ด้ามจอบจะเป็นไม้ชิ้นเดียว ส่วนปลายที่ติดกับใบจอบจะโค้งงอเป็นมุมฉากลักษณะเช่นนี้เหมาะสมกับการใช้งานแต่งคันนา
ขุด หรือพรวนดินในนาที่มีน้ำขัง น้ำจะไม่กระเซ็นใส่ผู้ใช้ และยังช่วยผ่อนแรงในการใช้ดีกว่าคันจอบธรรมดา
จีนเรียกจอบชนิดนี้ว่า เปาะ


        ปัจจุบันมีการทำนาด้วยแรงคนน้อยลง จึงมีการใช้จอบกันน้อยลง


หมายเหตุ   บทความทั้งหมดข้างบนนี้   ตัดทอนมาจากบทความขององค์การบริหาร
ส่วนตำบลมะม่วงสองต้น  อำเภอเมือง  จังหวัดนครศรีธรรมราช  อ้างอิงมาเพื่อเผยแพร่
ความเชื่อและศรัทธาต่อตาขุนลกให้ก้ว้างขวางออกไป  ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 เมษายน 2020, 11:34:16 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #20 เมื่อ: 17 เมษายน 2020, 12:09:58 »



       ตำนาน....คือเรื่องเล่าขานที่มีมาแต่อดีต   เปรียบได้เหมือนเครืองมือที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราว
ทางประวัติศาสตร์  ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต  ความคิด  ความเชื่อ  
รวมถึงประเพณีต่าง ๆ ของคนในยุคอดีต อาจเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ได้  อาจมีหลักฐานหรือ
ไม่มีก็ได้


      ศรัทธา....ความเชื่อ  ความเลื่อมใส  ความเห็นชอบ

     ตำนานก็คือการเล่าขานกันมา  การศึกษาเรื่องของตำนาน   ก็ต้องอาศัยวิจารณญานส่วนตัวเข้าไป
ประกอบด้วย  อย่างหลวงพ่อทวด  วัดช้างให้  จังหวัดปัตตานี  เรื่องจริง ๆ  ก็เป็แค่ตำนานที่ไม่มีบันทึก
มีแตเรื่องเล่าจากไหนก็ไม่รู้  แต่เมื่อเอาความศรัทธามาเป็นที่ตั้ง   ทุกคนก็เชื่อไปตามคำเล่าขานนั้น

     จะเห็นว่าหลังจากหลวงพ่อทวดวัดช้างให้โด่งดังขึ้น  ก็จะมีใครต่อใครพยายามลากโยงตำนาน
หลวงพ่อทวดเข้าหาตนเอง   จะมีจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้  แต่เพื่อผลประโยชน์ในการที่จะจัดสร้างพระ
หลวงพ่อทวดขึ้น  จึงพยายามโยงให้เข้าหาหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ให้ได้

     มองดี ๆ  หลวงพ่อทวดวัดช้างให้กับวัดพะโค๊ะ  จะเป็นองค์เดียวกันหรือไม่  ไม่มีใครรู้เพราะเป็น
ตำนาน  แต่ที่แปลกคือไม่เหมือนกัน  วัดพะโคะจะมีลูกแก้ว  แต่วัดช้างให้ไม่มี  วัดพะโค๊ะหลวงพ่อทวด
มีชื่อว่า "ปู"  แต่วัดช้างให้ไม่มีชื่อ  ใช้ชื่อว่าหลวงพ่อทวด  ("หลวงพ่อ" คือคำเรียกเกจิอาจารย์ทุกองค์
ในภาคใต้  "ทวด" น่าจะหมายถึงคนแก่  หลวงพ่อทวด  น่าจะหมายถึงหลวงพ่อองค์ที่แก่ ๆ) ตำนาน
บอกว่าหลวงปู่ทวดวัดพะโคะ  อยู่ ๆ หายตัวไปไร้ร่องรอย  แต่วัดช้างให้มีที่ฝังศพ  มีสถูปเจดีย์
ที่สันนิษฐานว่าเป็นที่ฝังศพหลวงพ่อทวด

     วัดพะโคะเล่าขานตำนานหลังจากหลวงพ่อทวดวัดช้างให้มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว  ยืนยันว่าหลวงพ่อ
พะโคะมีตำนานจริง  รวมถึงโยงไปถึงการบวชครั้งแรกที่วัดท่าแพ นครศรีธรรมราช  หรือจำพรรษา
ที่วัดเสมาเมือง  ก็เป็นตำนานที่เล่าขานกันมาทั้งสิ้น

     และตาขุนลกคือผู้ที่พาหลวงพ่อทวดไปบวชที่วัดท่าแพ  ก็เป็นแคตำนาน

     ก็แล้วแต่ใครจะเชื่อ    เพราะตำนานจริง ๆ  ความจริงจะมีสักกี่เปอร์เซ็น   ส่วนมากจะแต่งเติม
ให้อลังการผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเกือบทั้งสิ้น

    ก็คุยเล่นแค่ขำ..ขำ  ในวันที่โควิดยังเป็นแขกมาเยี่ยมเยียนอยู่  อย่าคิดเห็นเป็นเรื่องจริงจัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 พฤษภาคม 2020, 13:59:30 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #21 เมื่อ: 19 เมษายน 2020, 09:34:50 »



                                     


                      หลวงปู่แหวน สุจิณโณ    พระดีที่ถูกทำให้ลืม
บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #22 เมื่อ: 19 เมษายน 2020, 09:54:09 »



ประวัติหลวงปู่แหวน  สุจิณโณ

         ตามประวัติเล่าว่า ท่านเกิดในตระกูลของช่างตีเหล็ก โดยเป็นบุตรของนายใส กับ นางแก้ว รามศิริ มีน้องสาวร่วมบิดา- มารดาอีกหนึ่งคนคือ
นางเบ็ง ราชอักษร และบิดามารดาของท่านได้ ตั้งชื่อว่า “ญาณ” ซึ่งแปลว่า ปรีชา กำหนดรู้
 
        พอท่านมีอายุ ได้ประมาณ 5 ขวบเศษ โยมมารดาของท่านก็ล้มป่วย อาการหนักจนรู้ตัวว่าคงจะไม่รอด ท่านจึงได้สั่งเสียบุตรชาย หรือ
หลวงปู่แหวน ให้เดินเข้าสู่เส้นทางแห่งพระพุทธศาสนาด้วยการบวช โดยตามตำราเล่าว่า โยมมารดากล่าวกับบุตรชายว่า
 
       “ลูกเอ๋ย...แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใดๆ ในโลกนี้ล้วน กี่โกฎก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง
ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะ”
 
         และช่างน่าอัศจรรย์ เมื่อหลวงปู่แหวนในวัยเพียง 5 ขวบในวันนั้น ได้พยักหน้ารับคำเท่านั้น ดวงวิญญาณของโยมแม่ทก็ออกจากร่างไป
 
         และยิ่งอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก เมื่อหลังจากนั้นอีกไม่นาน ยายของหลวงปู่แหวน ได้เกิดฝันประหลาดว่าจนต้องนำเอาความฝัน
มาเล่าสู่ลูกหลานและหลวงปู่แหวนฟังในวันรุ่งขึ้น      
  
         โดยความฝันนั้นมีว่า ได้ฝันว่าหลวงปู่แหวนไปนอนอยู่ในดงขมิ้น จนกระทั่งเนื้อตัวเหลืองอร่ามไปหมด ยายจึงกล่าวกับหลายชายว่า
เจ้านี้จะมีอุปนิสัยวาสนาในทางบวช ฉะนั้นยายขอให้เจ้าบวชตลอดชีวิต และขอให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียเจ้าจะทำได้ไหม
 
     ในที่สุดช่วงปี พ.ศ. 2439 ขณะหลวงปู่แหวนมีอายุได้ 9 ขวบ คุณยายจึงได้ตระเตรียมเครี่องบริขาร จนครบเรียบร้อยแล้ว
จึงได้พาเด็กชายทั้งสองเข้าถวายตัวต่อพระอุปัชฌาย์ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า เข้าพรรษาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ชัย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็นเด็กชาย
“ญาณ” เป็นสามเณร “แหวน” นับแต่นั้นมา
 
       หลังบรรพชาเป็นสามเณรไม่นาน พระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน ได้พาสามเณรน้อยไปฝากฝังถวายเป็นศิษย์ของท่าน
“พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม” (บางแหล่งระบุว่าเป็น พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล  เพราะหลวงปู่แหวนเกิด 16 มกราคม 2430
ส่วนพระอาจารย์สิงห์เกิด 27 มกราคม 2432 พระอาจารย์สิงห์อ่อนกว่าหลวงปู่แหวน 2 ปี) ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อำเภอกษมสีมา จังหวัดอุบลราชธานี
 
       และเป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่พระอาจารย์อ้วนกำลังพาสามเณรน้อย เดินฝ่าเปลวแดดสีทองมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณวัดในยามบ่ายนั้น
พระอาจารย์สิงห์ขนัง ศิษย์สำคัญสูงสุดของพระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน คือ “พระมั่น ภูริทัตโต” กำลังมองที่ร่างสามเณรน้อย
พลันก็บังเกิดฤทธิ์อำนาจ แห่งอภิญญาณ ทำให้ท่านเห็นรัศมีเป็นแสงสว่างโอภาส เปล่งประกายออกมาจากร่างของสามเณรน้อยผู้นี้
เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ดั้งนั้นพระอาจารย์สิงห์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติทั้งหมดให้
 
        ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2464 หลวงปู่แหวนได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาธรรมกับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
กระทั่งปี พ.ศ. 2478 ได้เข้าพบ ท่านเจ้า คุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากมหานิกายเป็น ธรรมยุติ
และได้รับฉายาว่า สุจิณโณ
 
      จากนั้นได้ออกจาริกแสวงบุญต่อ ขณะที่ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มั่นฯ ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ จังหวัดอุบลราชธานี มีศิษย์พระอาจารย์มั่นฯ
ที่มีอัธยาศัย ที่ตรงกัน 2 ท่านคือ พระขาว อนาลโย และ พระตื้อ อจลธัมโม เช่นเดียวกับคราวที่ จากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ได้
พระขาว จาริกแสวงธรรมเป็นเพื่อนจนถึงเมืองหลวงพระบาง
 
        ปีพ.ศ. 2489 หลวงปู่แหวนจำพรรษาที่วัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง ในพรรษานั้นท่านอาพาธเป็นแผลที่ขาอักเสบต้องผ่าตัด
โดยมีพระหนู สุจิตโต ซึ่งเดินทางมาจากดอยแม่ปั๋งพยายามอยู่ใกล้ๆ เมื่อครบ 7 วัน ต้องกลับไปดอยแม่ปั๋ง เพราะอยู่ระหว่างพรรษา
จนกระทั่งเดือนเมษายนในปีต่อมา อาการอาพาธจึงดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิทยังเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้ นับแต่นั้นมาพระหนูได้พยายามอยู่ใกล้ๆ
เพื่อดูแลหลวงปู่แหวน
 
          ต่อมาพระหนูได้ดำริว่า ปัจจุบันหลวงปู่แหวนมีอายุมากแล้ว ไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่ด้วย เพื่อเป็นอุปัฏฐาก ถ้านิมนต์มาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง
ก็จะได้ถวายการดูแลได้โดยง่ายไม่ต้องไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ แต่ก็ต้องเป็นเพียงความคิดของพระหนูเท่านั้น เพราะในเวลาดังกล่าว
ดอยแม่ปั๋งยังไม่มีอะไรพร้อมแม้แต่กุฏิก็ยังไม่มี
 
      ปี พ.ศ. 2505 ขณะที่หลวงปู่แหวนมีอายุ 75 ปี คืนวันหนึ่งพระหนูนั่งภาวนาอยู่เกิดเป็นเสียงหลวงปู่แหวนดังขึ้นมาที่หูว่า
จะมาอยู่ด้วยคนนะ หลังจากวันที่ได้ยินเสียงหลวงปู่แหวนอีกสามวัน พระอาจารย์หนูได้ถูกนิมนต์ไปที่วัดบ้านปงสถานที่ที่หลวงปู่แหวนอยู่
และถือโอกาสนิมนต์หลวงปู่แหวนมาที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย
 
      เมื่อหลวงปู่แหวนได้มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง การมาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งนี้
ท่านได้มีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า หน้าที่ต่างๆ และกิจทุกอย่างที่มีขึ้นในวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่าผู้ปฏิบัติธรรม จะไม่มีภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นหลวงปู่แหวนจะไม่รับนิมนต์โดยเด็ดขาด
แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธหนักเพียงใดก็ตาม ท่านไม่ยอมนอนรักษาที่โรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ก็จะให้สิ้น
ไปในป่าอันเป็นที่อยู่ ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน
 
      นับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านไม่เคยไปจำพรรษาที่ภาคอื่นเลย เพราะอากาศทางภาคเหนือสัปปายะสำหรับท่าน
หลวงปู่แหวนได้มรณภาพลงที่วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2528 สิริอายุ 98 ปี
 
      สำหรับคำสอนที่สำคัญ เช่น อดีตก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นพุทโธ
เป็นธัมโม ปัจจุบันก็พอแล้ว อดีต และอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัน คืน เดือน ปี สิ้นไป หมดไป อายุเราก็หมดไป สิ้นไป
หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป

 
       ส่วนเรื่องเล่าถึงการแสดงปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญของหลวงปู่แหวน ที่หลายคนเล่าขาน คือเรื่องที่ว่ากันว่า “หลวงปู่แหวนเหาะได้”!

 
      โดยย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2516 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทหารอากาศนายหนึ่งกำลังนำเครื่องบินออกบินตามหน้าที่ปกติ
วันนั้นเป็นวันที่ทัศนวิสัยดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แม้จะมีเมฆ แต่นักบินก็สามารถเห็นท้องฟ้าเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน
เขาบังคับเครื่องบินไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งเป็นแนวบินที่พาดผ่านเหนือวัดดอยแม่ปั๋ง
 
       ทันใดนั้นเอง เขาต้องตกตะลึง เพราะเบื้องหน้าของตนนั้นปรากฏพระชรารูปหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนก้อนเมฆ ขวางเส้นทางการบินอยู่  
แต่ด้วยสัญชาตญาณ เขาจึงบิดคันบังคับหลบไปในทันที  เครื่องบินโฉบผ่านพระรูปนั้นไปอย่างฉิวเฉียด
 
        หลังจากตั้งสติได้ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ จึงตัดสินใจขับเครื่องบินย้อนกลับมาอีกครั้ง และนั่นทำให้เขายิ่งตกใจซ้ำสอง
เพราะพระชรารูปนั้นยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนก้อนเมฆเหมือนเดิม  แต่คราวนี้เขาพยายามรักษาระยะห่างของเครื่องเอาไว้ เฝ้ามองพระชรารูปนั้นค่อยๆ
หายลับไปในหมู่เมฆ ...
 
         เมื่อนำเครื่องลงจอด เขารีบเข้าไปกราบนมัสการเจ้าคณะเชียงใหม่ ถามท่านว่า ที่เชียงใหม่มีพระองค์ไหนที่แสดงปาฏิหาริย์ได้  
ท่านเจ้าคณะบอกว่า เห็นมีอยู่องค์หนึ่งคือ "หลวงปู่แหวน" วัดดอยแม่ปั๋ง
 
         ทันทีที่ทราบ เขาจึงรีบตรงไปที่วัดเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตา  เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่า มีผู้คนมากมายมารอพบหลวงปู่แหวนเต็มไปหมด  
ปกติแล้ว หลวงปู่แหวนจะไม่ยอมออกมาพบปะใครง่ายๆ ด้วยความที่ท่านเป็นพระที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องและหนีคนตามอุปนิสัยเดิม  
ท่านจะออกมาจากห้องก็เฉพาะเวลาฉันเช้าและเจริญพระพุทธมนต์เท่านั้น
 
          นายทหารคนนี้ไปถึงวัดในตอนเช้า เหลือเชื่อว่าเป็นเวลาที่หลวงปู่แหวนออกจากห้องมาฉันเช้าพอดี ...
และเมื่อเห็นท่าน นายทหารก็ถึงกับตกตะลึงซ้ำสาม เพราะหลวงปู่แหวนที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือพระชราที่เขาเห็นนั่งอยู่บนก้อนเมฆนั่นเอง!!
 
          และนี่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวปาฏิหาริย์ ที่คนไทยยังคงเล่าขานมาจนทุกวันนี้

...ข้อความทั้งหมดนี้คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ คม-ชัด-ลึก...  ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 เมษายน 2020, 10:00:54 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #23 เมื่อ: 19 เมษายน 2020, 10:22:59 »




    ตั้งแต่ปี  2500  เป็นต้นมา  วงการพระเครื่องได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก   พระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ
เกิดขึ้นมากมาย ศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ก็ไม่รู้  การจัดสร้างพระเครื่องก็เปลี่ยนแนวไป  จากเดิมที่วัดจะจัด
สร้างเพื่อหาเงินบูรณวัด   ก็จะกลายเป็นนักธุรกิจขายพระมาดำเนินการแทน  โดยจัดสร้างขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
ส่วนหนี่งแบ่งให้วัด  อีกส่วนหนึ่งจะนำไปบูมโดยการโฆษณาอิทธิฤทธิปาฎิหารของพระเกจิที่จัดสร้าง
เพื่อให้พระที่จัดสร้างขึ้นมีราคาสูง  และจำหน่ายได้ดี

    ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัด 1 ส่วน  ผู้จัดสร้าง  3  ส่วน เพราะผู้สร้างต้องลงทุนสูงด้วยตัวเองทั้งหมด

    เป้าหมายของนักสร้างพระเครื่องสมัยนั้น  ก็จะเล็งหาพระในวัดที่มีอายุมาก ๆ  80 ปีขึ้นไป  ถึง 100 ปี
ก็ยิ่งดี  แล้วก็ดำเนินการให้พระองค์นั้นมีวิทยาคมสูงส่ง  สร้างชื่อเสียงให้เกิดขึ้น  มีลูกศิษย์ลูกหา  และ
ส่วนใหญ่พระเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเกจิอาจารย์ที่โด่งดังไปโดยปริยาย

    แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี  หรือเกจิอาจารย์รูปนั้นดับขันธ์ไปแล้ว  ก็จะถูกลืมเลือนไปอย่างเหลือเชื่อ
แม้แต่วัตถุมงคลที่เคยโด่งดังก็จะไม่ค่อยมีคนเสาะหา  ราคาก็ต่ำ   บางองค์ต่ำกว่าตอนที่สร้างใหม่ ๆ ก็มี

    หลวงปู่แหวน  สุจิณโณ  จะเป็นพระอีกองค์ที่อยู่ในวงจรนี้หรือไม่  ไม่อาจคาดเดา


    นี่คือเรื่องขำ ๆ  ในวงการพระเครื่องอีกเรื่องหนึ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 เมษายน 2020, 07:29:16 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
numchai42
ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด C11
Golden Hero 8
*

พลังน้ำใจ: 133354
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,327


« ตอบ #24 เมื่อ: 19 เมษายน 2020, 11:06:37 »



        ในช่วงปี   2510 ปลาย ๆ  ช่วงนั้นหลวงปู่แหวนน่าจะมีอายุประมาณ  80  ปี 
หรือเกือบ 90  ปีแล้วละ  เป็นช่วงที่มีการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่แหวนกันหนาหู  
เรื่องกล่าวขานปาฎิหารย์ถูกสร้างขึ้น  และเล่าขานกันไม่หยุดหย่อน  ใครต่อใครจะต้องเล่าขาน
เรื่องหลวงปู่แหวน  ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่วัดดอยแม่ปั๋ง  จังหวัดเชียงใหม่

        วัตถุมงคลของหลวงปู่แหวนถูกสร้างขึ้นจนนับรุ่นไม่ได้   หาชื่อรุ่นมาตั้งกันจนเกือบหาชื่อรุ่นไม่ได้
สมัยนั้นเกือบจะเรียกได้ว่า  พระหลวงปู่แหวนออกวันละ 2  รุ่น  เช้า 1 รุ่น  เย็น  1  รุ่น  โฆษณาตาม
หนังสือพระและหนังสือพิมพ์เกลื่อนเมือง

         เท่านั้นยังไม่พอ  รุ่นไหนที่ทำท่าว่าจะดัง  มีคนนิยม   ก็จะมีพระปลอมผลิตออกมาแข่งขันใน
ทันทีเช่นกัน  ทำให้จำนวนพระในตลาดเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

         หลวงปู่แหวนท่านอายุมากแล้ว  ท่านไม่ค่อยออกมารับแขก  แต่เมื่อมีผู้ขอให้ท่านช่วยปลุกเสก
พระให้   ท่านก็จะทำให้  ทั้ง ๆ ที่ท่านเคยพูดว่า  ท่านปลุกเสกพระไม่เป็น  แต่ลูกศิษย์ลูกหาก็ยังขอให้ท่าน
ทำ  การปลุกเสกของท่านจึงไม่เหมือนเกจิองค์อื่น ๆ  ท่านจะใช้เวลา 2-3  นาที ก็เสร็จแล้วในแต่ละครั้ง

         มีผู้บอกว่าที่ท่านปลุกเสกพระเสร็จเร็ว เพราะท่านมีฌานบารมีสูง  เพียง 2-3  นาทีก็ทำให้พระเครื่อง
มีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ได้ทันที

         ที่ขำ ๆ กว่า  ก็ตรงที่มีคนนินทากันว่า   พระที่สร้างขึ้นแต่ละรุ่น  หลวงปู่แหวนไม่ได้ทำการปลุกเสกให้
เพราะจำนวนคนที่สร้างมากเกิน  หลวงปู่ก็แก่มากแล้ว  หลายคนได้แค่นำพระไปข้างกุฎิของท่าน  ก็ถือ
ว่าปลุกเสกเสร็จแล้ว   นำมาโฆษณาจำหน่ายได้เลย  จริงไม่จริงไม่ได้เห็นกับตา

        แตที่แน่ ๆ  หลังจากหลวงปู่แหวนมรณภาพไปแล้ว  คนที่เล่นหาพระเครื่องหลวงปู่แหวนก็หดหาย
ตามไปด้วย  หลายคนเข็ดขยาดในการเช่าบูชา  อย่างที่ว่าหลายรุ่นไม่ได้ปลุกเสก  รุ่นที่ได้ปลุกเสก  ก็จะ
มีของปลอมออกมาแข่งขัน  คนเล่นพระรับมือไม่ไหว  ก็รามือไป  ราคาพระหลวงปู่แหวนก็คงยากที่จะบูมขึ้น

       ที่หนักกว่านั้   หลังจากหลวงปู่แหวนสิ้นบุญไป 2-3  ปี  พระรูปเหมือนบูชา  ที่มีผู้นำไปจำหน่าย
หรือเช่ามาจากแผงพระ   จะถูกนำออกจากบ้านทุกหลัง  ไปฝากไว้ใต้ต้นโพธิ์ ต้นไทร  เจดีย์ ฯลฯ  ในวัด
วาอารามต่าง ๆ  มีให้เห็นทุกวัด  ทิ้งขว้าง แตกหัก ผุพัง  ไร้คนกราบไหว้บูชา  ปล่อยให้หมาแมวไปอึใส่
เยี่ยวใส่  นกกาขี้ใส่เปรอะเปื้อน

     ส่วนเหตุผลใดที่ต้องเอาพระบูชาหลวงปู่แหวนมาทิ้งไว้ที่วัด   ตรงนี้ผู้เขียนไม่ทราบจริง ๆ


        เห็นแล้วอนาถใจ....

       นี่คือพระดี....ที่ถูกคนทำให้ลืม

        ก็เล่าให้ฟังแค่ขำ...ขำ   ในวันที่โควิท-19  ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านเรา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 เมษายน 2020, 07:33:24 โดย numchai42 » บันทึกการเข้า
Loading...
แท็ก:
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

เว็บไซต์ในเครือข่ายอภิโชค "เว็บมหาชน คนมหาโชค"
คติ "กินอยู่อย่างพอเพียง เสี่ยงโชคแต่พอควร"
ข้อมูลในเว็บนี้ใช้ประกอบเสี่ยงโชคสำหรับซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเท่านั้น ไม่สนับสนุนหวยที่ผิดกฏหมาย
คำเตือน -ทางเว็บไม่ได้ทราบเป็นการล่วงหน้าว่าหวยทางกองสลากจะออกตัวไหน แต่เราใช้การวิเคราะห์หรือประเมินตามหลักสถิติ
หรือวิธีการอื่นว่า เลขที่มีโอกาสออกมากที่สุดในแต่ละงวดควรจะเป็นเลขอะไรเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ การเล่นหวยถือว่ามีความเสียงมาก
Sitemap | Contact | WAP | xHTML | iMode | WAP 2 | RSS

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines | Sitemap
อภิโชค เลขเด็ด หวยดัง หวยเด็ด เว็บหวยออนไลน์ คำนวณหวยบนดิน ©
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.992 วินาที กับ 23 คำสั่ง
Copyright (c) 2008-2020 apichokeonline.com